Retargeting สินค้าราคาสูง: ไล่ตามคนที่เกือบซื้อ ให้กลับมาปิดการขาย
คนที่ซื้อสินค้าราคาสูงแทบไม่มีใครซื้อตั้งแต่เห็นแอดครั้งแรก คู่มือนี้แบ่งกลุ่มคนที่เกือบซื้อตามระดับความสนใจ วางลำดับข้อความตามขั้นตอนการตัดสินใจ คุมความถี่ ตัดคนที่ซื้อแล้วออก ใช้ LINE OA ร่วมกับแอด และอธิบายว่าทำไม Retargeting จะได้ผลก็ต่อเมื่อต้นทางหาคนมีกำลังซื้อมาได้
- สินค้าราคาสูงมีรอบการตัดสินใจยาว คนที่เคยดู เคยทัก หรือเคยเปิดฟอร์มแต่ยังไม่ซื้อ คือกลุ่มที่มีค่ามากที่สุดที่ควรไล่ตามอย่างเป็นระบบ
- แบ่งกลุ่ม Retargeting ตามระดับความสนใจ: คนดูวิดีโอตามความลึก คนทักแชท คนเปิดฟอร์ม คนเข้าเว็บตามหน้าที่ดู และลีดที่ยังไม่ปิด ช่วงเวลาของแต่ละกลุ่มเป็นจุดเริ่มทดสอบ ไม่ใช่กฎตายตัว
- เรียงข้อความตามขั้นตอน: หลักฐาน → ตอบข้อกังวล → ข้อเสนอหรือกำหนดเวลาที่เป็นเรื่องจริง พร้อมคุมความถี่และตัดคนที่ซื้อแล้วออกเสมอ
- กลุ่ม Retargeting ของสินค้าราคาสูงมักเล็ก เพราะฉะนั้นงบส่วนใหญ่ยังต้องอยู่ที่การหาคนใหม่ที่มีกำลังซื้อ เช่น 1% Lookalike จาก Seed ที่คัดกรองช่วงรายได้
ทำไมสินค้าราคาสูงต้องมี Retargeting ที่วางเป็นระบบ
คนที่ซื้อสินค้าหลักพันอาจตัดสินใจได้ภายในไม่กี่นาทีหลังเห็นแอด แต่คนที่กำลังจะซื้อคอนโด รถยนต์ คอร์สราคาสูง หรือหัตถการในคลินิก มักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ระหว่างนั้นเขาจะเปรียบเทียบตัวเลือก ปรึกษาคนในครอบครัว เช็กรีวิว และรอจังหวะการเงิน
ปัญหาคือธุรกิจจำนวนมากทุ่มงบกับการหาคนใหม่ แต่ปล่อยให้คนที่เคยสนใจแล้วหายไปเฉย ๆ หรือทำ Retargeting แบบเหมารวม คือยิงแอดโปรโมชันเดียวกันใส่ทุกคนที่เคยเข้าเพจในรอบหลายเดือน ผลคือคนที่ใกล้ตัดสินใจไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ ส่วนคนที่แค่ผ่านมาก็เห็นแอดซ้ำจนรำคาญ
Retargeting ที่ดีสำหรับสินค้าราคาสูงจึงไม่ใช่การยิงซ้ำให้ถี่ที่สุด แต่เป็นการส่งข้อความที่ถูกต้องให้คนที่อยู่ในขั้นตอนต่างกัน เพื่อพาเขาจากความสนใจไปสู่การนัดหมายและการซื้อ
แบ่งกลุ่มคนที่เกือบซื้อ: 5 กลุ่มหลักที่ควรมี
Custom Audience ของ Meta ให้สร้างกลุ่มจากพฤติกรรมได้หลายแบบ แทนที่จะรวมทุกคนไว้กลุ่มเดียว ให้แยกตามระดับความสนใจ เพราะแต่ละกลุ่มต้องการข้อความต่างกัน และมีมูลค่าต่อธุรกิจไม่เท่ากัน
ช่วงเวลาย้อนหลังที่ใส่ไว้ด้านล่างเป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับทดสอบ ไม่ใช่ขีดจำกัดทางการของแพลตฟอร์ม และไม่ใช่ค่าที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ระยะเวลาที่ Meta อนุญาตให้ย้อนหลังในแต่ละแหล่งข้อมูลอาจต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรเช็กในหน้าสร้าง Audience ของบัญชีคุณ และปรับให้สอดคล้องกับรอบการตัดสินใจของสินค้า
- คนดูวิดีโอ แยกตามความลึก: ดูสั้น ๆ กับดูเกือบจบคือคนละระดับความสนใจ ลองเริ่มที่กลุ่มดู 50% ขึ้นไปหรือ ThruPlay ย้อนหลังประมาณ 30–90 วัน แล้วค่อยขยายไปกลุ่มดูสั้นถ้ากลุ่มเล็กเกินไป
- คนที่ทักแชท (Messenger, Instagram Direct): มีความสนใจสูงกว่าการดูวิดีโอ ลองเริ่มที่ย้อนหลัง 30–60 วัน แยกคนที่ทักแล้วเงียบออกมาดูแลด้วยข้อความเฉพาะ
- คนที่เปิด Lead Form แต่ไม่ส่ง: บอกว่าเกือบตัดสินใจแล้วแต่มีบางอย่างทำให้หยุด ลองเริ่มที่ 30–60 วัน
- คนเข้าเว็บ แยกตามหน้าที่ดู: หน้าราคา หน้าผ่อนชำระ หน้านัดหมาย หรือหน้าเปรียบเทียบรุ่น มีค่ามากกว่าหน้าบทความทั่วไป ลองเริ่มที่ 14–60 วันตามรอบการตัดสินใจ
- ลีดเดิมที่ยังไม่ปิดการขาย: อัปโหลดจาก CRM เป็น Customer List โดยต้องมีฐานความยินยอมที่เหมาะสมตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แยกตามสถานะ เช่น ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่นัด หรือนัดแล้วยังไม่ซื้อ
ลำดับข้อความตามขั้นตอน: หลักฐาน → ข้อกังวล → ข้อเสนอที่เป็นเรื่องจริง
คนที่เพิ่งรู้จักแบรนด์คุณยังไม่พร้อมรับข้อเสนอ เขาต้องการเหตุผลที่จะเชื่อก่อน คนที่ทักแชทหรือเปิดฟอร์มแล้ว มักมีข้อกังวลบางอย่างที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ส่วนคนที่ผ่านการนัดหมายมาแล้ว บางครั้งต้องการเหตุผลที่จะตัดสินใจตอนนี้แทนที่จะรอ
ขั้นที่ 1 หลักฐาน เหมาะกับกลุ่มคนดูวิดีโอและคนเข้าเว็บช่วงแรก ใช้คอนเทนต์ที่พิสูจน์ว่าสินค้าหรือบริการของคุณดีจริง เช่น เดโม ทัวร์สถานที่จริง รีวิวจากลูกค้าที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ หรือการอธิบายกระบวนการทำงานอย่างละเอียด
ขั้นที่ 2 ตอบข้อกังวล เหมาะกับคนที่ทักแชทแล้วเงียบ เปิดฟอร์มแต่ไม่ส่ง หรือดูหน้าราคาหลายครั้ง ให้ใช้ข้อมูลจากทีมขายว่าลูกค้ามักติดตรงไหน เช่น การผ่อนชำระ ค่าใช้จ่ายแฝง ความเสี่ยง ระยะเวลา หรือการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แล้วทำแอดตอบทีละเรื่อง
ขั้นที่ 3 ข้อเสนอหรือกำหนดเวลา เหมาะกับลีดที่ผ่านเกณฑ์และคนที่ใกล้ตัดสินใจ ต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้น เช่น รอบเปิดรับสมัครที่มีวันปิดจริง จำนวนยูนิตที่เหลือจริง หรือโปรโมชันที่มีวันสิ้นสุดชัดเจน การสร้างความเร่งด่วนปลอม อาจทำลายความเชื่อใจของลูกค้าราคาสูง และอาจขัดกับนโยบายโฆษณาหรือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
ครีเอทีฟแยกตามขั้นตอน: ตัวอย่างที่นำไปปรับใช้ได้
ครีเอทีฟชุดเดียวใช้กับทุกกลุ่มไม่ได้ เพราะคนแต่ละขั้นกำลังตั้งคำถามคนละแบบ ด้านล่างเป็นตัวอย่างแนวทางที่ปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมของคุณได้
- อสังหาฯ ขั้นหลักฐาน: วิดีโอเดินชมห้องตัวอย่างและวิวจริงจากชั้นสูง / ขั้นข้อกังวล: อธิบายค่าส่วนกลางและตัวอย่างการผ่อนแบบสมมติ / ขั้นข้อเสนอ: รอบเข้าชมโครงการที่มีวันและจำนวนจำกัดจริง
- รถยนต์และ EV ขั้นหลักฐาน: รีวิวการใช้งานจริงและการชาร์จ / ขั้นข้อกังวล: ค่าบำรุงรักษา ประกัน และจุดชาร์จ / ขั้นข้อเสนอ: นัดทดลองขับพร้อมเงื่อนไขที่มีกำหนดเวลาจริง
- คลินิก ขั้นหลักฐาน: อธิบายขั้นตอนและคุณสมบัติของแพทย์ / ขั้นข้อกังวล: การพักฟื้นและความเสี่ยงที่ควรรู้ / ขั้นข้อเสนอ: นัดปรึกษาเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ โดยต้องระวังข้อกำหนดการโฆษณาด้านสุขภาพและความงาม
- คอร์สและสัมมนาราคาสูง ขั้นหลักฐาน: ตัวอย่างเนื้อหาจริงบางส่วน / ขั้นข้อกังวล: เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร และเวลาที่ต้องใช้ / ขั้นข้อเสนอ: วันปิดรับสมัครรอบจริง
คุมความถี่: ไล่ตามโดยไม่ทำให้ลูกค้ารำคาญ
กลุ่ม Retargeting มีขนาดเล็ก ถ้าใส่งบมากเกินไป ระบบจะแสดงแอดให้คนกลุ่มเดิมซ้ำหลายรอบในเวลาสั้น ลูกค้าที่กำลังพิจารณาสินค้าราคาสูงมักไม่ชอบความรู้สึกว่ากำลังถูกกดดัน และอาจกดซ่อนโฆษณาจนคุณเสียโอกาสไป
ไม่มีตัวเลขความถี่ที่ถูกต้องสำหรับทุกธุรกิจ แต่สิ่งที่ควรทำคือดูความถี่รายสัปดาห์ของแต่ละกลุ่มคู่กับผลลัพธ์ปลายทาง ถ้าความถี่สูงขึ้นแต่นัดหมายหรือการทักแชทไม่เพิ่มตาม และความคิดเห็นเชิงลบเริ่มมากขึ้น แปลว่าถึงเวลาลดงบ เปลี่ยนครีเอทีฟ หรือขยายช่วงเวลาของกลุ่ม
วิธีที่ช่วยได้คือหมุนครีเอทีฟหลายชิ้นในแต่ละขั้น เพื่อให้คนที่เห็นแอดหลายครั้งได้ข้อมูลใหม่ทุกครั้ง แทนการเห็นภาพเดิมซ้ำ และลดงบให้สอดคล้องกับขนาดกลุ่ม แทนการตั้งงบเท่ากับแคมเปญหาคนใหม่
- ดูความถี่เป็นรายสัปดาห์แยกตามกลุ่ม ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งบัญชี
- หมุนครีเอทีฟอย่างน้อย 3–4 ชิ้นต่อขั้นตอน
- สังเกตสัญญาณเชิงลบ เช่น การซ่อนโฆษณาและคอมเมนต์ไม่พอใจ
- ถ้ากลุ่มเล็กมาก ให้รวมกลุ่มที่อยู่ขั้นใกล้กัน แทนการแยกย่อยจนระบบส่งแอดได้ยาก
ยิงแอดหากลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง ตั้งแต่วันแรก
ชุดกลุ่มเป้าหมายคัดกรองช่วงรายได้ 15,000–200,000 บาท/เดือน อายุ 25–50 ปี มากกว่า 20,000 คนต่อชุด แชร์เข้า Business Manager ของคุณเพื่อใช้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike — อัปเดตทุกไตรมาส
ตัดคนที่ซื้อแล้วออก และจัดการ Exclusion ให้ครบ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยและเสียเงินโดยไม่จำเป็นที่สุด คือยิงแอดโปรโมชันใส่คนที่เพิ่งซื้อไปแล้ว นอกจากเปลืองงบ ยังอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดี โดยเฉพาะถ้าเขาเห็นข้อเสนอที่ดีกว่าที่ตัวเองได้
ควรตั้ง Exclusion อย่างน้อยสามแบบ แบบแรกคือลูกค้าที่ซื้อแล้ว โดยอัปเดตรายชื่อจาก CRM หรือใช้ event การซื้อจากเว็บและ Conversion API แบบที่สองคือลีดที่ทีมขายระบุว่าไม่ผ่านเกณฑ์อย่างชัดเจน เช่น ไม่ได้ตั้งใจกรอก แบบที่สามคือพนักงานและคนในบริษัท ที่มักเข้าเว็บและดูวิดีโอบ่อยจนทำให้กลุ่มเพี้ยน
ในระหว่างขั้นตอน ให้ตัดคนที่ขยับไปขั้นถัดไปแล้วออกจากขั้นก่อนหน้าด้วย เช่น คนที่ส่งฟอร์มแล้วไม่ควรเห็นแอดขั้นหลักฐานอีก ควรย้ายไปเห็นแอดขั้นตอบข้อกังวลหรือขั้นข้อเสนอแทน
อ่านต่อ: ส่งยอดขายออฟไลน์กลับ Meta เพื่อตัดผู้ซื้อได้แม่นขึ้นใช้ LINE OA ร่วมกับแอด: ติดตามข้ามช่องทางโดยได้รับความยินยอม
สำหรับตลาดไทย LINE OA เป็นช่องทางที่ลูกค้าสินค้าราคาสูงจำนวนมากใช้คุยกับแบรนด์ การใช้ LINE คู่กับ Retargeting บน Facebook และ Instagram ช่วยให้คุณติดตามคนที่เกือบซื้อได้ในจังหวะที่เหมาะสม โดยไม่ต้องพึ่งการยิงแอดเพียงอย่างเดียว
หลักสำคัญคือต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้า และให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ เช่น ส่งข้อมูลเปรียบเทียบรุ่น ตารางผ่อนชำระตัวอย่าง วันเปิดให้ชมโครงการ หรือเนื้อหาที่ตอบข้อกังวล แทนการบรอดแคสต์โปรโมชันถี่ ๆ เพราะคนที่รู้สึกว่าถูกรบกวนสามารถบล็อก LINE OA ได้ทันที
แนวทางที่ใช้ได้คือแบ่งผู้ติดตาม LINE OA ด้วยแท็กหรือกลุ่มตามความสนใจและขั้นตอน แล้วส่งข้อความให้สอดคล้องกับแอดที่เขาเห็นอยู่ ทำให้ข้อความจากทุกช่องทางไปในทิศเดียวกัน เรื่องการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลข้ามช่องทาง ควรตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวและฐานความยินยอมของธุรกิจคุณกับที่ปรึกษากฎหมาย
อ่านต่อ: ทำไมทักแชทเยอะแต่ไม่ซื้อแบ่งงบระหว่างหาคนใหม่กับ Retargeting: จุดเริ่มต้นแบบสมมติ
คำถามที่ได้รับบ่อยคือควรแบ่งงบ Retargeting เท่าไร คำตอบที่ตรงที่สุดคือขึ้นกับขนาดของกลุ่ม Retargeting ที่คุณมีจริง เพราะถ้าใส่งบมากกว่าที่กลุ่มรองรับได้ ความถี่จะพุ่งแต่ผลลัพธ์ไม่เพิ่มตาม
ถ้าต้องการจุดเริ่มต้นเพื่อทดสอบ ลองใช้กฎสมมติว่า งบส่วนใหญ่ เช่น ประมาณ 70–80% อยู่ที่การหาคนใหม่ และส่วนที่เหลือประมาณ 20–30% อยู่ที่ Retargeting จากนั้นค่อยปรับตามความถี่และต้นทุนต่อนัดหมายของแต่ละกลุ่ม ตัวเลขนี้ไม่ใช่มาตรฐานของแพลตฟอร์มหรือของอุตสาหกรรม เป็นเพียงกฎตั้งต้นสำหรับการทดลองเท่านั้น
ตัวอย่างสมมติ ถ้างบเดือนละ 100,000 บาท และกลุ่ม Retargeting ของคุณมีเพียงไม่กี่พันคน การใส่ 30,000 บาทลงไปอาจทำให้ความถี่สูงเกินไป กรณีนี้ควรลดสัดส่วน Retargeting ลงและเพิ่มงบให้การหาคนใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อเติมคนเข้ากลุ่มก่อน
อ่านต่อ: วางงบแอดสินค้าราคาสูงจากต้นทุนต่อยอดขายทำไมกลุ่ม Retargeting ของสินค้าราคาสูงถึงเล็ก และต้องเติมจากต้นทางที่มีกำลังซื้อ
สินค้าราคาสูงมีกลุ่มผู้ซื้อที่แคบโดยธรรมชาติ จำนวนคนที่ดูวิดีโอจนจบ ทักแชท หรือเข้าหน้าราคาจึงน้อยกว่าสินค้าทั่วไปมาก และที่สำคัญกว่าคือ คุณภาพของกลุ่ม Retargeting จะดีได้ไม่เกินคุณภาพของคนที่แคมเปญหาคนใหม่ดึงเข้ามา
ถ้าแคมเปญต้นทางดึงคนที่สนใจแต่ไม่มีกำลังซื้อเข้ามาดูวิดีโอและทักแชท กลุ่ม Retargeting ก็จะเต็มไปด้วยคนกลุ่มเดียวกัน และไม่ว่าคุณจะวางลำดับข้อความดีแค่ไหน ก็ปิดการขายกับคนที่จ่ายไม่ไหวไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ Retargeting ต้องถูกออกแบบคู่กับการหาคนใหม่ ไม่ใช่แยกกันทำ
บริการ Premium Audience ของ OG Solution ช่วยที่ต้นทางนี้ คุณเลือกช่วงรายได้ได้ 3 ระดับ คือ 15,000–50,000, 50,000–100,000 และ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน กำหนดอายุ 25–50 ปี พร้อมความสนใจที่เกี่ยวข้อง แต่ละชุดมีมากกว่า 20,000 คน แชร์เข้า Business Manager ของคุณเอง เพื่อใช้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike Audience และอัปเดตข้อมูลทุกไตรมาส เมื่อต้นทางดึงคนที่มีกำลังซื้อเข้ามาดูคอนเทนต์ กลุ่ม Retargeting ที่เกิดขึ้นตามมาก็จะมีโอกาสปิดการขายมากขึ้น
Checklist ตั้ง Retargeting สินค้าราคาสูงรอบถัดไป
ถ้าอยากให้ทีมช่วยดูว่าต้นทางของคุณควรเริ่มจากช่วงรายได้ไหน เพื่อให้กลุ่ม Retargeting มีคุณภาพมากขึ้น ทักมาคุยกับเราได้ เราจะประเมินให้ตรงไปตรงมาว่าเหมาะกับสินค้าของคุณหรือไม่
- แยก Custom Audience อย่างน้อย 5 กลุ่มตามระดับความสนใจ และตั้งช่วงเวลาเป็นค่าเริ่มทดสอบ
- มีครีเอทีฟครบ 3 ขั้น: หลักฐาน ตอบข้อกังวล และข้อเสนอที่เป็นเรื่องจริง
- ตัดผู้ซื้อ ลีดไม่ผ่านเกณฑ์ และพนักงานออกจากทุกแคมเปญ
- ตัดคนที่ขยับไปขั้นถัดไปแล้วออกจากขั้นก่อนหน้า
- ติดตามความถี่รายสัปดาห์และหมุนครีเอทีฟสม่ำเสมอ
- เชื่อม LINE OA กับข้อความในแอด โดยมีความยินยอมจากลูกค้า
- ตั้งสัดส่วนงบเริ่มต้นแบบสมมติ แล้วปรับตามขนาดกลุ่มและต้นทุนต่อนัดหมาย
- ตรวจว่าแคมเปญหาคนใหม่ดึงคนที่มีกำลังซื้อเข้ามาเติมกลุ่ม Retargeting จริง
คำถามที่พบบ่อย
Retargeting ย้อนหลังกี่วันถึงจะเหมาะกับสินค้าราคาสูง
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถูกสำหรับทุกธุรกิจ ให้เริ่มจากรอบการตัดสินใจของสินค้า เช่น กลุ่มที่สนใจสูงอย่างคนทักแชทหรือเปิดฟอร์มอาจเริ่มทดสอบที่ 30–60 วัน ส่วนคนดูวิดีโออาจเริ่มที่ 30–90 วัน แล้วปรับตามขนาดกลุ่มและผลลัพธ์ ระยะย้อนหลังสูงสุดที่แพลตฟอร์มอนุญาตอาจต่างกันตามแหล่งข้อมูลและเปลี่ยนแปลงได้ ควรเช็กในบัญชีของคุณ
กลุ่ม Retargeting เล็กมาก แอดแทบไม่วิ่ง ควรทำอย่างไร
รวมกลุ่มที่อยู่ขั้นใกล้กันเข้าด้วยกัน ขยายช่วงเวลาย้อนหลัง หรือเพิ่มแหล่งข้อมูล เช่น คนดูวิดีโอแบบสั้นลง แต่ทางแก้ระยะยาวคือเพิ่มงบให้การหาคนใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อเติมคนเข้ากลุ่ม Retargeting อย่างต่อเนื่อง
ใช้ Advantage+ แล้วยังต้องทำ Retargeting แยกไหม
แคมเปญแบบอัตโนมัติอาจแสดงแอดให้คนที่เคยมีส่วนร่วมอยู่แล้วบางส่วน แต่คุณจะควบคุมข้อความตามขั้นตอนได้น้อยกว่า สำหรับสินค้าราคาสูงที่ต้องการลำดับข้อความชัดเจน การแยกแคมเปญ Retargeting ขนาดเล็กยังมีประโยชน์ ควรทดสอบเทียบและดูต้นทุนต่อนัดหมายประกอบการตัดสินใจ
สร้างความเร่งด่วนในแอดอย่างไรไม่ให้เสียความน่าเชื่อถือ
ใช้เฉพาะเงื่อนไขที่เป็นเรื่องจริงและตรวจสอบได้ เช่น วันปิดรับสมัครรอบจริง จำนวนยูนิตที่เหลือจริง หรือโปรโมชันที่มีวันสิ้นสุด การสร้างความเร่งด่วนปลอมอาจทำลายความเชื่อใจของลูกค้าและอาจขัดกับนโยบายโฆษณาหรือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
อัปโหลดรายชื่อลีดเก่าเพื่อทำ Retargeting ได้ไหม
ทำได้ในทางเทคนิคผ่าน Customer List แต่ต้องมีฐานทางกฎหมายหรือความยินยอมที่เหมาะสมในการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาด ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจนโยบายความเป็นส่วนตัวของธุรกิจกับที่ปรึกษากฎหมายก่อน และแยกกลุ่มตามสถานะลีดเพื่อส่งข้อความที่เหมาะสม
Premium Audience เกี่ยวข้องกับ Retargeting อย่างไร
Premium Audience ไม่ได้ใช้สำหรับ Retargeting โดยตรง แต่ช่วยที่ต้นทาง ใช้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike เพื่อหาคนใหม่ที่ใกล้เคียงกลุ่มที่คัดกรองช่วงรายได้มาแล้ว (15,000–50,000, 50,000–100,000 หรือ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน) แต่ละชุดมากกว่า 20,000 คน แชร์เข้า Business Manager ของคุณและอัปเดตทุกไตรมาส เมื่อคนที่เข้ามาดูคอนเทนต์มีกำลังซื้อมากขึ้น กลุ่ม Retargeting ที่ได้ก็มีคุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย
