ยิงแอดโรงแรมหรู พูลวิลล่า และแพ็กเกจพรีเมียม ให้ได้แขกใช้จ่ายสูง
คู่มือยิงแอดสำหรับโรงแรมหรู รีสอร์ต และพูลวิลล่า ที่อยากได้แขกที่จองห้องราคาสูง อยู่นานขึ้น และใช้จ่ายในที่พักมากขึ้น ตั้งแต่คิดเรื่อง Direct Booking เทียบ OTA วางแผนตามฤดูกาล ครีเอทีฟที่ขายประสบการณ์ กลุ่มเป้าหมายจากแขกเก่าและ Seed ที่คัดกรองรายได้ ข้อเสนอที่ไม่ต้องลดราคา ไปจนถึงการวัดผลด้วยรายได้ต่อการจอง
- สำหรับที่พักระดับพรีเมียม ตัวเลขที่ควรไล่ไม่ใช่จำนวนการจองหรือ ROAS รวม แต่คือรายได้สุทธิต่อการจองหลังหักต้นทุนช่องทาง ทั้งค่าโฆษณาและค่าคอมมิชชันของ OTA
- OTA ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นช่องทางที่มีต้นทุน แอดที่ดีควรดึงแขกที่ตั้งใจจะมาอยู่แล้วให้จองตรง และพาแขกกลุ่มใหม่ที่ใช้จ่ายสูงเข้ามาตั้งแต่แรก
- ครีเอทีฟต้องขายประสบการณ์ ความเป็นส่วนตัว และความพิเศษ ไม่ใช่ขายส่วนลด เพราะภาพลดราคาดึงคนที่มองหาของถูก
- Seed ที่ดีที่สุดคือแขกเก่าที่ใช้จ่ายสูง (ภายใต้ PDPA) และถ้ายังมีรายชื่อไม่พอ สามารถใช้ชุดกลุ่มเป้าหมายที่คัดกรองรายได้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike สำหรับแขกในประเทศ
- เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อการจองด้วยแพ็กเกจ สิทธิพิเศษ และการเข้าพักที่นานขึ้น แทนการลดราคาห้องซึ่งกระทบภาพลักษณ์แบรนด์
ทำไมโรงแรมหรูยิงแอดแบบโรงแรมทั่วไปแล้วไม่ได้แขกที่ต้องการ
เจ้าของพูลวิลล่าและผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมระดับบนหลายแห่งเจอสถานการณ์คล้ายกัน แอดมียอดเข้าถึงสูง คนกดไลก์รูปวิวสระว่ายน้ำเยอะ ทักแชทมาถามราคาไม่น้อย แต่พอบอกราคาต่อคืนแล้ว คำถามถัดไปมักเป็นว่ามีโปรไหม ลดได้อีกไหม หรือเงียบหายไป ส่วนแขกที่จองห้องประเภทสูงสุดจริง ๆ กลับยังมาจากช่องทาง OTA หรือการบอกต่อเป็นหลัก
ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รูปไม่สวยหรือแอดไม่ดึงดูด แต่อยู่ที่แอดดึงดูดคนผิดกลุ่ม ภาพวิลล่าสวย ๆ เป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปชอบดูอยู่แล้ว ระบบโฆษณาที่ optimize หาการมีส่วนร่วมหรือข้อความราคาถูกจึงพาแอดไปหาคนที่ชอบดูภาพที่พักสวย ๆ ซึ่งมีทั้งคนที่จ่ายไหวและคนที่แค่เก็บไว้ในลิสต์ความฝัน
โรงแรมหรูจึงต้องเปลี่ยนคำถามตั้งต้นจาก ทำอย่างไรให้คนเห็นเยอะที่สุด เป็น ทำอย่างไรให้คนที่จะใช้จ่ายสูงเห็นก่อน และจองตรงกับเรา บทความนี้ไล่ตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ของช่องทาง การวางแผนตามฤดูกาล ครีเอทีฟ กลุ่มเป้าหมาย ข้อเสนอ การตามคนที่เกือบจอง และการวัดผล เพื่อให้ทุกส่วนของแคมเปญทำงานไปทิศเดียวกัน
Direct Booking เทียบ OTA: คิดเป็นต้นทุนช่องทาง ไม่ใช่เลือกข้าง
OTA เป็นช่องทางที่มีประโยชน์จริง ช่วยให้ที่พักเข้าถึงนักท่องเที่ยวที่เราไม่เคยรู้จัก มีระบบรีวิวที่คนเชื่อถือ และช่วยเติมห้องในช่วงที่ความต้องการต่ำ ที่พักส่วนใหญ่จึงไม่ควรตัด OTA ทิ้ง แต่ควรเข้าใจว่าทุกการจองผ่าน OTA มีต้นทุน ซึ่งหลัก ๆ คือค่าคอมมิชชันของ OTA ที่อัตราจริงขึ้นกับสัญญา ระดับการมองเห็นที่เลือก และนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม
การจองตรงผ่านเว็บไซต์หรือแชทของโรงแรมเองก็มีต้นทุนเหมือนกัน ได้แก่ ค่าโฆษณา ค่าระบบจองออนไลน์ ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน และเวลาของทีมที่ตอบแชท ความต่างสำคัญคือการจองตรงให้สิ่งที่ OTA ไม่ค่อยให้ นั่นคือความสัมพันธ์กับแขก ข้อมูลติดต่อที่ใช้ทำการตลาดต่อได้ (ภายใต้ความยินยอม) และโอกาสขายเพิ่มก่อนเข้าพัก
วิธีคิดที่ใช้งานได้จริงคือคำนวณต้นทุนต่อการจองของแต่ละช่องทางเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ แล้วเทียบกันตรง ๆ ตัวอย่างสมมติ ถ้าการจองหนึ่งครั้งมีรายได้ห้องพัก 40,000 บาท และต้นทุนช่องทาง OTA ตามสัญญาของคุณอยู่ที่ระดับหนึ่ง แอดที่พาแขกมาจองตรงก็ควรมีต้นทุนโฆษณาต่อการจองต่ำกว่าระดับนั้นอย่างชัดเจน ถึงจะถือว่าคุ้ม ส่วนต่างที่เหลือคือสิ่งที่โรงแรมเก็บไว้เองได้
- แยกแขกเป็นสองกลุ่ม: แขกที่ตั้งใจจะมาอยู่แล้ว (ค้นชื่อโรงแรม เคยพัก ถูกแนะนำมา) กับแขกกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จักคุณ
- กลุ่มแรกควรถูกดึงให้จองตรงด้วยเหตุผลที่ชัด เช่น สิทธิพิเศษที่มีเฉพาะการจองตรง โดยไม่ขัดกับเงื่อนไขเรื่องราคาที่คุณตกลงไว้กับ OTA
- กลุ่มที่สองคือจุดที่แอดต้องทำงานหนักที่สุด เพราะต้องหาคนใหม่ที่ใช้จ่ายสูงแทนการไปแย่งแขกที่จะมาอยู่แล้ว
- ตรวจเงื่อนไข rate parity ในสัญญาของคุณก่อนตั้งราคาหรือข้อเสนอสำหรับการจองตรง เพราะแต่ละสัญญาอาจกำหนดไม่เหมือนกัน
วางแผนแคมเปญตามฤดูกาล: ยิงก่อนคนตัดสินใจ ไม่ใช่ยิงตอนห้องว่าง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเริ่มยิงแอดเมื่อเห็นว่าอัตราการเข้าพักเดือนหน้ายังต่ำ ซึ่งสำหรับแขกใช้จ่ายสูงมักช้าไปแล้ว คนที่จองวิลล่าราคาสูงสำหรับทริปครอบครัวหรือโอกาสพิเศษมักวางแผนล่วงหน้า เปรียบเทียบหลายที่ และต้องประสานวันหยุดของคนหลายคน ช่วงที่แอดควรเริ่มทำงานจึงเป็นช่วงที่เขากำลังเลือก ไม่ใช่ช่วงที่คุณกำลังร้อนใจ
ให้ดูข้อมูลการจองย้อนหลังของโรงแรมเองว่าแขกกลุ่มห้องราคาสูงจองล่วงหน้ากี่วันโดยเฉลี่ย และจองเข้ามาช่วงไหนของปี แล้วใช้ข้อมูลนั้นกำหนดจังหวะแคมเปญ ข้อมูลของแต่ละที่พักต่างกันมาก วิลล่าในเมืองท่องเที่ยวชายทะเลกับรีสอร์ตบนภูเขาใกล้กรุงเทพจะมีรูปแบบคนละแบบ จึงไม่ควรลอกปฏิทินของที่อื่นมาใช้
- ช่วงสร้างการรับรู้ก่อนฤดูกาล: เล่าเรื่องประสบการณ์ ห้องพัก อาหาร กิจกรรม เพื่อสร้างกลุ่มคนดูวิดีโอและคนเข้าเว็บไว้ใช้ Retargeting
- ช่วงที่คนเริ่มวางแผน: เปิดแคมเปญหาการจองหรือการทักแชทที่มีคุณภาพ ใช้ข้อเสนอแบบแพ็กเกจที่มีวันที่ชัดเจน
- ช่วงใกล้วันเข้าพัก: เน้น Retargeting คนที่เคยดูหน้าจองหรือเคยคุยแต่ยังไม่ตัดสินใจ
- วันหยุดยาวในประเทศ: เตรียมแคมเปญสำหรับแขกไทยล่วงหน้า เพราะช่วงเหล่านี้ห้องพรีเมียมมักเต็มเร็วและคนตัดสินใจเร็วกว่าปกติ
- ช่วง low season: อย่ากระโดดไปลดราคาห้องทันที ลองแพ็กเกจพักยาว งานเฉลิมฉลองส่วนตัว หรือทริปทำงานระยะไกลก่อน
ครีเอทีฟ: ขายประสบการณ์ ความเป็นส่วนตัว และความพิเศษ
แขกที่ใช้จ่ายสูงไม่ได้ซื้อห้องพัก แต่ซื้อสิ่งที่ห้องพักทำให้เกิดขึ้น เช่น ช่วงเวลาเงียบ ๆ ที่ไม่มีคนอื่นมารบกวน การฉลองครบรอบที่ไม่ต้องจัดการอะไรเอง หรือทริปครอบครัวที่ทุกวัยสบาย ครีเอทีฟที่บอกแค่จำนวนห้องนอน ขนาดสระ และราคาต่อคืน จึงทำให้ที่พักของคุณดูเหมือนตัวเลือกหนึ่งในรายการเปรียบเทียบ
อีกเรื่องที่สำคัญคือครีเอทีฟทำหน้าที่คัดคนด้วย ถ้าภาพและข้อความสื่อความหรูแบบเฉพาะกลุ่ม บอกระดับราคาเป็นช่วงอย่างสุภาพ หรือบอกขั้นต่ำการเข้าพัก คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มก็จะเลื่อนผ่านไปเอง ซึ่งช่วยลดแชทที่จบที่คำว่าแพงจัง และช่วยให้ระบบโฆษณาเรียนรู้จากคนที่มีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
- ประสบการณ์: วิดีโอสั้นแบบหนึ่งวันในวิลล่า ตั้งแต่อาหารเช้าลอยน้ำจนถึงดินเนอร์ส่วนตัว ดีกว่าภาพห้องเปล่าหลายสิบภาพ
- ความเป็นส่วนตัว: ถ่ายให้เห็นระยะห่างจากหลังอื่น ทางเข้าส่วนตัว สระที่ไม่มีใครมองเห็น และบริการที่ไม่ต้องออกไปไหน
- ความพิเศษ: บอกสิ่งที่มีจำนวนจำกัดจริง เช่น จำนวนวิลล่าที่มี หรือห้องประเภทที่มีเพียงไม่กี่ห้อง ห้ามสร้างความขาดแคลนที่ไม่มีอยู่จริง
- บริการเฉพาะบุคคล: เชฟส่วนตัว การจัดตกแต่งวันเกิดหรือครบรอบ รถรับส่ง ผู้ดูแลเฉพาะหลัง ถ้าที่พักมีบริการเหล่านี้จริง
- เสียงของแขก: ใช้รีวิวจริงที่แขกยินยอมให้เผยแพร่ เลือกรีวิวที่เล่าความรู้สึกและรายละเอียดบริการ ไม่ใช่แค่คำว่าดีมาก
- ภาษา: ใช้ภาษาสุภาพ นิ่ง มั่นใจ หลีกเลี่ยงคำอย่าง ถูกที่สุด ลดกระหน่ำ หรือจองด่วน ที่ขัดกับภาพลักษณ์
กลุ่มเป้าหมาย: เริ่มจากแขกเก่าที่ใช้จ่ายสูง แล้วขยายด้วย Seed ที่คัดกรองรายได้
ข้อมูลที่มีค่าที่สุดของโรงแรมคือรายชื่อแขกที่เคยจองห้องราคาสูง อยู่หลายคืน หรือใช้บริการเสริมมาก เพราะนี่คือตัวอย่างจริงของคนที่คุณอยากได้เพิ่ม ถ้ารายชื่อเหล่านี้เก็บมาพร้อมความยินยอมที่ครอบคลุมการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดตาม PDPA ก็สามารถอัปโหลดเป็น Custom Audience แล้วใช้เป็น Seed สร้าง Lookalike ได้ ควรแยกรายชื่อแขกใช้จ่ายสูงออกจากแขกทั้งหมด เพราะถ้าผสมกัน ระบบจะหาคนที่คล้ายค่าเฉลี่ย ไม่ใช่คนที่คล้ายแขกกลุ่มบน
ปัญหาคือที่พักจำนวนมาก โดยเฉพาะวิลล่าที่มีจำนวนหลังไม่มาก หรือโรงแรมที่รับจองผ่าน OTA เป็นหลัก มีรายชื่อแขกใช้จ่ายสูงที่ติดต่อได้และยินยอมแล้วไม่มากพอจะเป็น Seed ที่ดี และแขกที่มาทาง OTA มักไม่ได้ให้ข้อมูลติดต่อที่ใช้ทำการตลาดได้โดยตรง ในกรณีนี้ Seed จากกลุ่มที่คัดกรองกำลังซื้อมาแล้วช่วยเติมช่องว่างได้
บริการ Premium Audience ของเราเป็นชุดกลุ่มเป้าหมายที่คัดกรองตามช่วงรายได้ต่อเดือน 3 ช่วง คือ 15,000–50,000 บาท 50,000–100,000 บาท และ 100,000–200,000 บาท กำหนดอายุ 25–50 ปี ร่วมกับความสนใจที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวหรือไลฟ์สไตล์ มีมากกว่า 20,000 คนต่อชุด อัปเดตทุกไตรมาส และแชร์เข้า Business Manager ของคุณโดยตรง เพื่อใช้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike สำหรับที่พักระดับบนที่เจาะแขกคนไทย ช่วงรายได้บนสุดมักสอดคล้องกับห้องและวิลล่าราคาสูง ส่วนช่วงกลางอาจเหมาะกับแพ็กเกจโอกาสพิเศษที่คนยอมจ่ายเป็นครั้งคราว
- Seed A: แขกเก่าที่ใช้จ่ายสูงและยินยอมแล้ว → 1% Lookalike
- Seed B: ชุดกลุ่มเป้าหมายคัดกรองรายได้ที่ตรงกับระดับราคาห้อง → 1% Lookalike
- ชุดเปรียบเทียบ: Broad หรือ Advantage+ Audience ที่ใช้ครีเอทีฟชุดเดียวกัน
- Exclusion: ตัดแขกที่กำลังจะเข้าพักหรือเพิ่งเข้าพักออกจากแคมเปญหาแขกใหม่ แล้วไปคุยกับเขาด้วยข้อความที่ต่างออกไป
- สำหรับแขกต่างชาติ ให้ใช้ Seed จากข้อมูลของโรงแรมเองและการตั้งค่าตามประเทศ เพราะชุดคัดกรองรายได้เป็นเกณฑ์รายได้เป็นเงินบาท
ยิงแอดหากลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง ตั้งแต่วันแรก
ชุดกลุ่มเป้าหมายคัดกรองช่วงรายได้ 15,000–200,000 บาท/เดือน อายุ 25–50 ปี มากกว่า 20,000 คนต่อชุด แชร์เข้า Business Manager ของคุณเพื่อใช้เป็น Seed สร้าง 1% Lookalike — อัปเดตทุกไตรมาส
ข้อเสนอที่เพิ่มยอดใช้จ่าย โดยไม่ต้องลดราคาแบรนด์
การลดราคาห้องเป็นทางลัดที่ได้ผลเร็ว แต่มีราคาที่ต้องจ่ายระยะยาว แขกที่เคยได้ราคาต่ำจะรอโปรครั้งต่อไป ภาพลักษณ์ของที่พักถูกผูกกับคำว่าลดราคา และหากราคาบนช่องทางต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกันก็อาจเกิดปัญหากับเงื่อนไขในสัญญา ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับแบรนด์พรีเมียมคือเพิ่มคุณค่าในสิ่งที่แขกได้รับ แทนการลดตัวเลขบนป้ายราคา
ข้อเสนอแบบเพิ่มคุณค่ายังช่วยให้รายได้ต่อการจองสูงขึ้นด้วย เพราะแพ็กเกจที่รวมอาหาร สปา หรือกิจกรรม มักทำให้แขกใช้จ่ายในที่พักมากกว่าการจองห้องเปล่า และต้นทุนของบริการเสริมหลายอย่างต่ำกว่ามูลค่าที่แขกรับรู้
- แพ็กเกจตามโอกาส: ครบรอบ ขอแต่งงาน วันเกิด ทริปครอบครัวหลายรุ่น พร้อมการจัดเตรียมที่แขกไม่ต้องคิดเอง
- แพ็กเกจพักยาว: อยู่ครบจำนวนคืนที่กำหนดแล้วได้บริการเสริม เช่น ดินเนอร์ส่วนตัวหนึ่งมื้อหรือทรีตเมนต์สปา
- สิทธิพิเศษสำหรับการจองตรง: อัปเกรดห้องตามความพร้อม เช็กเอาต์ช้า เครดิตใช้จ่ายในที่พัก หรือรถรับส่ง ตรวจเงื่อนไขกับสัญญา OTA ก่อนเสมอ
- ขายเพิ่มก่อนเข้าพัก: ส่งข้อความหลังการจองเพื่อเสนอบริการที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลของทริป แทนการเสนอทุกอย่างพร้อมกัน
- โปรแกรมแขกประจำ: สิทธิพิเศษเล็ก ๆ ที่ทำให้แขกเก่ากลับมาจองตรงแทนการกลับไปค้นใน OTA
Retargeting คนที่เข้าหน้าจองแล้วยังไม่จอง
คนที่เลือกวันที่ ดูราคา และเข้าหน้าจองแล้วแต่ไม่จอง คือกลุ่มที่ใกล้เงินที่สุดที่แอดเข้าถึงได้ เหตุผลที่เขาไม่จองมักไม่ใช่ไม่อยากมา แต่เป็นเรื่องอย่างรอคุยกับคนที่จะไปด้วย ยังไม่แน่ใจเรื่องการเดินทาง อยากเทียบกับอีกที่หนึ่ง หรือกังวลเรื่องนโยบายยกเลิก ข้อความ Retargeting ที่ดีจึงควรตอบข้อกังวลเหล่านี้ แทนการยิงภาพเดิมซ้ำ
ก่อนจะทำได้ ต้องตรวจให้แน่ใจว่า Pixel หรือ Conversion API เก็บ event จากระบบจองได้ถูกต้อง ระบบจองของบุคคลที่สามบางราย ทำงานอยู่บนโดเมนอื่นหรือมีข้อจำกัดในการติดตั้งแท็ก จึงควรตรวจกับผู้ให้บริการระบบจองของคุณว่ารองรับการส่ง event แบบไหนได้บ้าง ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ การ Retargeting จะเหลือแค่คนที่เข้าหน้าแรกของเว็บ ซึ่งกว้างเกินไป
- แยกกลุ่มตามความลึก: ดูหน้าห้องพัก → เลือกวันที่ → เริ่มกรอกข้อมูลการจอง แต่ละขั้นควรได้ข้อความต่างกัน
- ช่วงสั้นหลังเข้าหน้าจอง: เตือนความจำอย่างสุภาพ พร้อมบอกสิทธิพิเศษของการจองตรง
- ช่วงถัดมา: ตอบข้อกังวล เช่น นโยบายยกเลิกตามจริงของโรงแรม การเดินทาง หรือบริการสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ
- ช่วงท้าย: เปลี่ยนเป็นเล่าประสบการณ์หรือรีวิว แทนการกดดันให้จอง
- ตัดคนที่จองแล้วออกทันที และจำกัดความถี่ เพื่อไม่ให้แขกใช้จ่ายสูงรู้สึกถูกไล่ตาม
- เปิดช่องทางคุยกับคนจริง: ปุ่มแชทหรือโทร สำหรับแขกที่อยากถามรายละเอียดก่อนจองวิลล่าราคาสูง
วัดผลด้วยรายได้ต่อการจอง ไม่ใช่ต้นทุนต่อการจองอย่างเดียว
ถ้าวัดแค่ต้นทุนต่อการจอง แคมเปญที่ได้การจองห้องราคาต่ำจำนวนมากจะดูดีกว่าแคมเปญที่ได้การจองวิลล่าราคาสูงจำนวนน้อยเสมอ ทั้งที่รายได้จริงอาจกลับกัน ตัวเลขที่เหมาะกับที่พักพรีเมียมจึงควรดูรายได้ต่อการจอง จำนวนคืนต่อการจอง รายได้จากบริการเสริม และสัดส่วนค่าโฆษณาต่อรายได้ ควบคู่กัน
ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ผลลัพธ์จริงหรือค่าเฉลี่ยของตลาด แคมเปญ A ใช้งบ 60,000 บาท ได้การจองตรง 12 ครั้ง ต้นทุนต่อการจอง 5,000 บาท รายได้เฉลี่ยต่อการจอง 18,000 บาท รวมรายได้ 216,000 บาท ส่วนแคมเปญ B ใช้งบ 60,000 บาทเท่ากัน ได้การจองตรง 6 ครั้ง ต้นทุนต่อการจอง 10,000 บาท แต่รายได้เฉลี่ยต่อการจอง 55,000 บาท เพราะแขกอยู่นานกว่าและซื้อแพ็กเกจ รวมรายได้ 330,000 บาท ถ้าดูแค่ต้นทุนต่อการจอง แคมเปญ A ชนะ แต่ถ้าดูรายได้และสัดส่วนค่าโฆษณาต่อรายได้ แคมเปญ B ดีกว่าชัดเจน
เพื่อให้ระบบโฆษณาเรียนรู้แบบเดียวกับที่คุณวัด ควรส่งมูลค่าการจองจริงกลับเข้าระบบผ่าน Pixel หรือ Conversion API และถ้ามีการจองที่ปิดผ่านแชทหรือโทรศัพท์ ก็ควรมีวิธีบันทึกและส่งข้อมูลกลับอย่างเป็นระบบภายใต้ PDPA เพื่อให้ตัวเลขไม่หายไปครึ่งหนึ่ง
- รายได้ต่อการจอง (ห้องพัก + บริการเสริม)
- จำนวนคืนเฉลี่ยต่อการจอง และสัดส่วนการจองห้องประเภทสูงสุด
- สัดส่วนค่าโฆษณาต่อรายได้ เทียบกับต้นทุนช่องทาง OTA ตามสัญญาของคุณ
- อัตราการยกเลิกของการจองจากแต่ละแคมเปญ
- สัดส่วนแขกที่กลับมาจองตรงซ้ำในรอบถัดไป
แผนเริ่มต้น 30 วัน สำหรับโรงแรมหรูและพูลวิลล่า
ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มจากการแก้ระบบวัดผลและคัดกลุ่มเป้าหมายก่อนเพิ่มงบ เพราะการเพิ่มงบในแคมเปญที่วัดรายได้จริงไม่ได้ ก็เหมือนเร่งความเร็วโดยไม่เห็นทาง
- สัปดาห์ที่ 1: ตรวจ Pixel หรือ Conversion API บนระบบจอง ให้ส่ง event การจองพร้อมมูลค่าได้ และสรุปต้นทุนช่องทาง OTA ตามสัญญาจริงของคุณ
- สัปดาห์ที่ 1: ดึงข้อมูลการจองย้อนหลัง หาระยะจองล่วงหน้าและช่วงเวลาที่แขกห้องราคาสูงจอง
- สัปดาห์ที่ 2: เตรียมครีเอทีฟชุดประสบการณ์ ความเป็นส่วนตัว และแพ็กเกจตามโอกาส อย่างน้อย 3 มุม
- สัปดาห์ที่ 2: เตรียม Seed จากแขกเก่าที่ยินยอมแล้ว และเลือกชุดกลุ่มเป้าหมายคัดกรองรายได้ที่ตรงกับระดับราคา
- สัปดาห์ที่ 3: เปิดแคมเปญเทียบ Lookalike จากแต่ละ Seed กับ Broad ด้วยครีเอทีฟชุดเดียวกัน พร้อมตั้ง Retargeting หน้าจอง
- สัปดาห์ที่ 4: สรุปผลด้วยรายได้ต่อการจองและสัดส่วนค่าโฆษณาต่อรายได้ ย้ายงบไปชุดที่ทำรายได้สุทธิดีกว่า
สรุป: แขกใช้จ่ายสูงมาจากระบบที่คัดคนตั้งแต่ต้น
โรงแรมหรูและพูลวิลล่าที่ได้แขกใช้จ่ายสูงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้มีแอดที่สวยกว่าคนอื่นเท่านั้น แต่มีระบบที่ทำงานต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เข้าใจต้นทุนของแต่ละช่องทาง ยิงในจังหวะที่คนกำลังตัดสินใจ ใช้ครีเอทีฟที่คัดคน เริ่มจาก Seed ที่ใกล้แขกจริง ใช้ข้อเสนอที่เพิ่มคุณค่าแทนการลดราคา ตามคนที่เกือบจองอย่างสุภาพ และวัดผลด้วยรายได้
ถ้าที่พักของคุณมีรายชื่อแขกเก่าไม่มากพอ หรืออยากทดสอบว่าการเริ่มจาก Seed ที่คัดกรองรายได้แล้วจะช่วยให้ได้แขกในประเทศที่ใช้จ่ายสูงขึ้นหรือไม่ ทักมาคุยกับเราได้ เราจะช่วยดูว่าช่วงรายได้ไหนสอดคล้องกับระดับราคาห้องและแพ็กเกจของคุณ และประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าเหมาะกับธุรกิจคุณหรือไม่
ปรึกษาเรื่องกลุ่มเป้าหมายรายได้สูงสำหรับโรงแรม →คำถามที่พบบ่อย
โรงแรมควรเลิกขายผ่าน OTA แล้วยิงแอดหา Direct Booking อย่างเดียวไหม
ไม่จำเป็น และสำหรับที่พักส่วนใหญ่ก็ไม่แนะนำ OTA ช่วยเข้าถึงแขกกลุ่มใหม่และเติมห้องในช่วงความต้องการต่ำ สิ่งที่ควรทำคือคำนวณต้นทุนต่อการจองของแต่ละช่องทาง รวมค่าคอมมิชชันของ OTA ตามสัญญาของคุณและค่าโฆษณาของการจองตรง แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการจองตรงในจุดที่คุ้มกว่า โดยตรวจเงื่อนไขเรื่องราคาในสัญญาก่อนออกข้อเสนอพิเศษ
ควรใส่ราคาในแอดโรงแรมหรูหรือพูลวิลล่าไหม
ขึ้นกับตำแหน่งแบรนด์และกลุ่มแขก หลายที่พักเลือกไม่ใส่ราคาตรง ๆ แต่สื่อระดับราคาผ่านภาพ บริการ และขั้นต่ำการเข้าพัก บางที่เลือกบอกราคาเริ่มต้นเพื่อคัดคนที่จ่ายไม่ไหวออกตั้งแต่ต้น วิธีที่ดีที่สุดคือทดสอบสองแบบด้วยงบใกล้กัน แล้วดูรายได้ต่อการจองและคุณภาพของแชท ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคลิก
ชุดกลุ่มเป้าหมายคัดกรองรายได้ใช้กับแขกต่างชาติได้ไหม
ชุดกลุ่มเป้าหมายของบริการ Premium Audience คัดกรองตามช่วงรายได้เป็นเงินบาทต่อเดือน จึงเหมาะกับการหาแขกในประเทศเป็นหลัก สำหรับแขกต่างชาติ แนะนำให้ใช้ Seed จากรายชื่อแขกต่างชาติของโรงแรมเองที่เก็บมาอย่างถูกต้องตาม PDPA ร่วมกับการตั้งค่าประเทศและครีเอทีฟภาษาที่ตรงกลุ่ม
ใช้รายชื่อแขกเก่าทำ Custom Audience ได้หรือไม่ ผิด PDPA ไหม
ทำได้เมื่อข้อมูลถูกเก็บมาพร้อมความยินยอมหรือฐานทางกฎหมายที่ครอบคลุมการใช้เพื่อการตลาด และคุณแจ้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน ควรให้ฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษาด้านข้อมูลส่วนบุคคลตรวจนโยบายและแบบฟอร์มของคุณ และเปิดช่องทางให้แขกขอถอนความยินยอมได้เสมอ
ระบบจองของโรงแรมเป็นของผู้ให้บริการภายนอก ยัง Retargeting หน้าจองได้ไหม
ขึ้นกับว่าผู้ให้บริการระบบจองรองรับการติดตั้ง Pixel การส่ง event หรือการเชื่อม Conversion API แบบใดบ้าง บางระบบรองรับค่อนข้างครบ บางระบบจำกัด ควรสอบถามผู้ให้บริการโดยตรงและทดสอบว่า event การเข้าหน้าจองและการจองสำเร็จถูกส่งพร้อมมูลค่าอย่างถูกต้อง ก่อนตั้งแคมเปญ Retargeting
ลดราคาห้องช่วง low season จะเสียภาพลักษณ์โรงแรมหรูไหม
การลดราคาบ่อยหรือลดแรงมีความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์และทำให้แขกรอโปร ทางเลือกที่มักเหมาะกับแบรนด์พรีเมียมกว่าคือเพิ่มคุณค่า เช่น แพ็กเกจพักยาว บริการเสริม หรือสิทธิพิเศษสำหรับการจองตรง ซึ่งช่วยรักษาราคาห้องและมักเพิ่มรายได้ต่อการจองไปพร้อมกัน
